I was raised up believing I was somehow unique Like a snowflake distinct among snowflakes Unique in each way you can see
And now after some thinking I'd say I'd rather be A functioning cog in some great machinery Serving something beyond me
"ข้าเติบโตด้วยความเชื่อว่าข้านั้นแตกต่าง ดั่งเกล็ดหิมะที่โดดเด่นออกมาท่ามกลางกองหิมะมากมาย...แต่หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง ข้าขอเป็นเพียงแค่ฟันเฟืองดีๆชิ้นนึงในเครื่องกลที่ยิ่งใหญ่ เพื่อรับใช้สิ่งที่อยู่เหนือข้าเสียดีกว่า" -- อีกครั้งที่ปลายปากกาของRobin Pecknoldสามารถcaptureอารมณ์ความสับสนต่อสู้ในจิตใจเชิงอุดมการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยนัยยะทาง'สงคราม'ด้วยภาษาอย่าง "What's my name, what's my station" หรือ "serving something beyond me""ที่อาจชวนให้นึกถึงอุดมการณ์'เพื่อชาติ'การเป็นทหารรับคำสั่งจากเบื้องบนดั่งฟันเฟืองเล็กๆที่ขับเคลื่อนปกป้องชาติจากศัตรู ("I don't need to be kind to the armies of night that would do such injustice to you")
แต่ขณะเดียวกันสามารถโยงเข้ากับอุดมการณ์ของปัจเจกชนทั่วๆไป ที่ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์มีความเชื่อและความฝัน แต่วันหนึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ ("Or bow down and be grateful and say "Sure take all that you see" to the men who move only in dimly-lit halls and determine my future for me") บางครั้งทำให้เราสับสน ไม่เข้าใจ และถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยว ("...every thing that I see of the world outside is so inconceivable often I barely can speak") -- งดงามเหลือเกิน
หรือสุดท้ายชีวิตก็คือการทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด... ("If I had an orchard / I'd work till I'm raw / If i had an orchard / I'd work till I'm sore / And you would wait tables / And soon run the store")
การที่เราเติบโตจนถึงวัยเท่ากับพ่อแม่เราตอนพวกท่านให้กำเนิดเรา มันสะท้อนอะไร?มันบอกอะไรกับเรา? Fleet Foxesตั้งคำถามนี้ในประโยคแรกของMontezuma -- "So now I am older than my mother and father / when they had their daughter / now what does that say about me" มันหยุดให้เราคิดอะไรได้มากมายเหลือเกิน รู้สึกราวกับว่ามันคือหลักไมล์ของชีวิตที่ก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว คำถามที่ตามมาคือ เรายังจะได้ความรักบริสุทธิ์ดั่ง'แม่มีให้ลูก'อีกหรือ?เมื่อบทบาทของเราควรจะเป็นพ่อแม่เสียเองแล้ว ("Oh how could I dream of such a selfless and true love")
Robin Pecknoldเขียนเนื้อหาได้มีสวยงามเหมือนกวีและมีความหมายลึกซึ้งแบบปรัชญา ทั้งหมดผ่านภาษาเรียบๆธรรมชาติวางบนเมโลดี้ที่ไม่ซับซ้อน เป็นต้นตำรับโฟล์คยุคบุปผาชนแท้ๆ
เขาปลงกับความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน สุดท้ายก็ต้องตายไปจากไปอย่างเปลือยเปล่าไม่ต่างกับตอนแรกเกิด ("In dearth or in excess / both the slave and the empress / will return to the dirt I guess, naked as when they came") เขาตั้งคำถามกับการมีอยู่จริงของสวรรค์ ("I wonder if I'll see any faces above me or just cracks in the ceiling") และปล่อยวางความมักมากในทรัพย์สินเงินทอง -- แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เขายังคงอยากจะนำสิ่งที่เขาครอบครองลงหลุมไปกับเขา ('...throw them into the tomb with me') ก่อนจะทิ้งท้ายให้คิดว่า ("Unless i have someday / Ran my wandering mind away") -- งดงามเหลือเกิน