Pages

Showing posts with label decade2000. Show all posts
Showing posts with label decade2000. Show all posts

25 October 2009

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 [ Intro ]


ผมว่าการจัดอันดับอะไรที่ชื่อ"สุดยอดแห่งทศวรรษ" โดยที่ผู้เขียนนั้นได้ 'ใช้ชีวิต'ผ่านทศวรรษนั้นมา มันเป็นเรื่องยากมากที่จะผู้จัดจะ'ตัดอารมณ์ส่วนตัว'ออกไปได้ (ถ้าให้จัดวงโปรดแห่งยุค 70s อาจจะพอทำได้ เพราะไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมเลย) มองย้อนกลับไป... เมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี2000 ผมเป็นเด็กอายุ 15 ปีเท่านั้น พูดง่ายๆว่าผมกำลังจะจัดลิสต์ที่อิงตามอารมณ์ของทั้ง'เด็กอายุ15' และ 'คนวัย(เกือบจะ)เบญจเพศ' ...มันช่างเป็นตรรกะที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลมากเท่าไร

นี่ผมกำลังเอา ประสบการณ์การกรอเทปขณะนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบเอ็นทรานต์, ไปชนกับ ประสบการณ์กดข้ามtrackCDขณะยืนฟังเพลงที่ CD Warehouseที่สยาม ตอนเรียนปี2, ไปชนกับการฟังเพลงจากเครื่อง MP3 ขนาด 256mb ขณะยืนโหนรถไฟฟ้าไปมหาลัยหลังจากอดหลับอดนอนทำโปรเจค, และสุดท้ายชนกับความลุ้นในการฟังเพลงในiPodระบบshuffleขณะกำลังเขียนblogนี้

ที่ พยายามจะบอกก็คือ คุณภาพเป็นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของลิสต์นี้เท่ากับประสบการณ์และความทรงจำส่วน ตัว ...10ปีเพลงดีๆมันมีเยอะมาก อัลบัมดีๆก็มีมากโข แต่มีเพียงบางงานเท่านั้นที่พูดได้ว่า มีผลต่อชีวิตผม

09 October 2009

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #5-1

My 50 Favorite Albums of the Decade #5-1

.
.
<< ย้อนไปอ่าน 10-6
.
.
.

5. Joanna Newsom | The Milk-Eyed Mender (2004)

เธอ อายุ20ต้นๆ เล่นเพลงfolkด้วยharp เสียงร้องเธอแปร่งๆ ...ดนตรีของเธอร่ายมนต์สะกดสยบทุกความเคลื่อนไหว เสียงร้องของเธอร่ายมนต์ขลังราวกับบทสวดหรือการแสดงavant-garde มันเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแต่ก็อบอุ่นไร้เดียวสาราวกับเล่านิทาน ไม่มีอะไรที่ยากที่จะเข้าใจในดนตรีของเธอ มันไม่มีอะไรมากนอกจากเสียงร้องและเครื่องดนตรีชิ้นหรือสองชิ้น แต่ก็เพียงพอที่จะเติมเต็มโสตการรับรู้ของผู้ฟังแล้ว...เธอมีเสน่ห์ มีความน่ารักใสๆแบบpop starมีความเปรี้ยวแบบ rock star แต่ก็แอบมีความทนงแบบศิลปินสุดโต่ง ...ยากที่จะไม่ตกหลุมรักเธอ (แนะนำ: Sprout and the Bean , The Book of Right-On , Clam, Crab, Cockle, Cowrie) (wiki | wiki)


4. Animal Collective | Merriweather Post Pavilion (2009)

ที่ก็ล่วงเลยมาถึงปี2009แล้ว โค้งสุดท้ายของยุค00s ...การใช้คำว่าดนตรีทดลองกับชุดนี้คงไม่ถูกนัก เพราะนี่ไม่ใช่เวลาลองผิดลองถูกแล้ว...นี่คือภาษาใหม่ของดนตรี...ศิลปินรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ รู้ว่าการ"เล่นดนตรีที่ไม่ต้องใช้การเล่นเครื่องดนตรี"ควรจะถูกใช้อย่างไรให้เหมาะกับโลกแห่งดนตรีป็อป นี่ไม่ใช่ภาษาของดีเจ...นั่นมันเก่าแล้ว จริงอยู่...มันยังฟังล้ำหลุดโลก...แต่เสียงประหลาดๆเหล่านั้นแท้จริง เป็นแค่เครื่องมือที่นำมาปั้นแต่งดนตรีป็อปที่ติดหู ..ที่มันส์ ..ที่สนุก ...สะท้อนความธรรมดาๆในชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางวัยทำงาน ...เป็นความสวยงามในความจำเจของModern Life ...ไม่เกินจริงนักถ้าจะบอกว่านี่คือPet Soundsของยุคสมัยเรา (แนะนำ: My Girl , Daily Routine , In The Flowers) (myspace | wiki)


3. Burial | Untrue (2007)

โลกดนตรียุค2000sคือการเอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ใช่ไหม? ทุกสิ่งได้ถูกค้นพบหมดแล้วใช่ไหม? Burialทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับที่ผมเึคยรู้สึกกับอัลบัม Lovelessของ My Bloody Valentine(ทั้งๆที่คนละแนวกัน) ก็คือ บางครั้งความOriginalมันอยู่แค่ว่าหยิบส่วนผสมมาใช้ให้ถูกเท่านั้น ...Burialไม่ได้Recycle ไม่ได้Retro เขาหยิบสิ่งที่มีอยู่แล้วมีผสมให้ลงตัวพอดิบพอดี และเป็นส่วนผสมที่ไม่มีใครพบมาก่อน ...อะไรคือส่วนผสมที่ว่า? Soundscape จากดนตรี Orchestra ... เสี้ยวจากเสียงร้องแบบR&B ....ดนตรี Ambient Industrial ...และสุดท้าย(และโดดเด่นที่สุด) มิกซ์ในจังหวะแบบ Dubstep ผลคือ... ซาว์นที่สุดแสนจะCinematic เสียงบรรยากาศทำหน้าที่locationแบบฟิล์มนัวร์ ใต้หมอกควันแห่งอุตสาหกรรม เสียงร้องทำหน้าที่คาแรกเตอร์ มีทั้งไดอาล็อค และ การแสดงออกทางอารมณ์ OrchestraคือScoreบรรเลงคลอหนัง ...จังหวะขัดๆของมัน ทำให้มันลึกลับ น่าสงสัย น่าค้นหา ...เยือกเย็น หนาวเหน็บ เดียวดาย (Archangel , Ghost Hardware , Shell of Light) (myspace | wiki)


2. The Avalanches | Since I left You (2001)

"Since I left you , I found the world so new , Everyday..." นี่ไม่ใช่เพียงอัลบัมที่สุดยอด แต่ถือเป็นเพลงยาว60นาทีที่ดีสุดเท่าที่ผมเคยฟังมา...กว่าหลายร้อย คลิปเสียงจากหลากหลายแห่ง ทั้งเพลงเก่าซุกใต้ตู้ที่ไม่มีใครจำ จนถึงเพลงดังของ Madonna หลายร้อยเสียงจากภาพยนตร์ , จากโฆษณา ,วิทยุ , เกมส์... เลยถึงเสียงบ้าๆบอๆอย่างเสียงม้า ...นี่คือสุดยอดงานศิลปะตัดแปะที่งดงามที่สุดชิ้นนึงของโลกดนตรี เสมือนการเดินทางในโลกมหัศจรรย์... ตั้งแต่ต้นจนจบคือการผจญภัย.... "ชายลาตินสองสามคนยิ้มแย้มต้อนรับคุณเข้าสู่ปาร์ตี้ ยินดีต้อนรับสู่แดนสวรรค์ ที่วินาทีนึงกำลังเต้นรำอยู่กับบทเพลงที่งดงาม เสียงบีตก็เข้ามาพร้อมกับ เครื่องเป่าในยุค70s ไม่ทันไรเสียงฟิ้วฟ้าวของยานอะไรซักอย่างก็พาคุณลอยไปที่อื่น แต่พอลืมตาอีกทีคุณกลับอยู่โลกใต้ดิน ที่มีเสียงลั่นกลอง เสียงร้องภาษาแปลกๆ ทุกคนมีปืนแสงเลเซอร์ยิงขึ้นฟ้า ..คุณได้ยินเสียงคลื่นทะเล ลมเย็นพัดใส่หน้า อิ่มเอมกับธรรมชาติไม่นาน เสียงปรบมือดังไปทั่ว แล้วนักจิตวิทยาก็ปลุกคุณ ทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน คุณมันบ้า...ตูม!พิราบยักษ์บุกเข้ามา! นางฟ้าโฉบมาช่วยคุณไว้ แล้วคุณก็หลุดไปในโลกภาพยนตร์ขาวดำ แล้วทุกคนก็ออกมาเต้นรำ จังหวะพลันสนุกขึ้น จนกระพริบตาอีกที คุณก็อยู่ในฟลอร์ทันสมัยด้วยแสงสี คุณล้มลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า ไฟฉายมาที่คุณคนเดียว นักดนตรีเครื่องเป่าเครื่องสายร่วมกันบรรเลงให้กำลังใจคุณ ไฟทุกดวงเปิด คุณตกลงในน้ำ แล้วที่อย่างก็ค่อยๆหายไป การเดินทางจบลง แต่คุณอยากกลับไปอีกครั้ง..." นี่คือข้อพิสูจน์ที่จับต้องได้ว่า "ดนตรีคือศิลปะ" (แนะนำ: Since I Left You , Stay Another Season , A Different Feeling) (myspace | wiki)



1. The Strokes | Is This It (2001)



(ไม่มีคำบรรยาย)

จบ



50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #10-6

My 50 Favorite Albums of the Decade #10-5

.
.
<<< ย้อนไปอ่าน #15-11
.
.
.

10. The Tough Alliance | A New Chance (2007)

นี่มันเพลงป็อป"ตื่ดๆ"ธรรมดานี่หว่า่? แต่ทำไมเราหยุดฟังไม่ได้? มันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ...มันติดหู...แต่ให้ฮัมตามก็ฮัมไม่ออก มันสนุก...แต่ถ้าเต้นกับเพลงพวกเขาคงดูเฺฉิ่มน่าดู... ดนตรีของพวกเขาอาจจะถูกเรียกว่า electro-pop แต่น่าจะเรียกว่า pop-electro มากกว่า ...เพราะมันมีท่าทีซื่อสัตย์ต่อpopมากกว่า พลังแห่งelectronicทั้งหลายถูกนำมาใช้เพื่อพลักดันpop ...มันต้องเด่น มันต้องแ๊ป๊นออกมา ทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา ...และมันก็ประสบความสำเร็จ นี่คือScreamadelicaที่ตกถังสี เป็นดนตรีเต้นรำเดิ้นๆแพรวพราวที่หันหลังให้ความ'เก๋า'แบบโปรเกสซีฟ และหันหน้าให้ความเปรี้ยวๆแห่งดิสโก้...ความไร้เดียงสาแบบ70sจากABBA...ความเด่นดังแบบTeen Pop Star ...//ในยุคที่คำว่า"สวิดิชป็อป"เป็นคำที่แสนเท่ห์และอินดี้ ...The Tough Allianceเป็นเพียงไม่กี่วงที่ทำดนตรีตามความหมายพจณานุกรมที่สุด (แนะนำ: First Class Riot , Something Special , Neo Violence) (myspace | wiki)


9. The Flaming Lips | Yoshimi Battles The Pink Robots (2002)

The Flaming Lips เป็นรุ่นใหญ่... ทำอะไรทีต้องอลังการ ต้องperfect ต้องละเอียด ...ตั้งแต่การมิกซ์สแนร์ ว่าจะออกลำโพงซ้ายหรือขวาเท่าไรดี, "เนื้อเรื่อง"ในอัลบัม, การเชื่อมระหว่างเพลง, เสียงผู้ชมปรบมือที่ใส่เข้าไปในเพลง, จนถึงปกหลังอัลบัมจะใช้สีอะไีรดี ...เขาไม่ได้ทำเพลงแค่ให้คนฟังในiPodงั่งๆเท่านั้น แต่สามารถฟังด้วยระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบ ...ความบ้าพลังอย่างนี้อาจทำให้เหลิงจนเป็นเป็นผลเสียได้ ...แต่ใน Yoshimi มันเวิร์ค... เป็นความอิ่มทางหูที่ลืมไม่ลงทีเดียว... ไม่ผิดนักถ้าผมจะบอกว่านี่เป็นSgt.Pepper ของยุค2000s(ในแง่ 'concept album') การฟังFlaming Lips นอกจากผมจะสนุกกับตัวเพลง ผมยังสนุกกับการจับ"การตัดสินใจ"ของพวกเขาทุกๆครั้งที่เจอทริกที่พวกเขาจงใจ ส่งลงไปเพื่อเล่นตลกกับเรา ...แต่รู้ไหม? นั่นมันไร้สาระน่า... มันไม่ได้ืำทำให้อัลบัมแย่ๆเป็นอัลบัมที่ดีได้ ...มันทำให้อัลบัมที่ดี เป็นอัลบัมที่สมบูรณ์แบบ (แนะนำ: Fight Test , In the Morning of the Magicians , Do You Realize?) (myspace | wiki)


8. The National | Boxer (2007)

พวกเขาร้องเพลงออกมาด้วยเสียงที่น้ำเสียงฟังดูหน่ายๆ เหนื่อยล้า...ไม่เต็มเสียง... ขณะเีดียวกันมันดูเป็นดนตรีที่สุภาพ เป็นผู้ใหญ่... ดนตรีที่ตรงไปตรงมาไม่มีการลูกเล่นหลอกลวงใดๆ ...นี่คือสเน่ห์ของ The National... มันคือเมโลดี้ที่จริงใจ สงบนิ่ง และ ตรงไปตรงมา (ดูแค่ ชื่อวง/ชื่ออัลบัม ก็แสนจะธรรมดา) แต่....น้ำนิ่งไหลลึก...เมื่อฟังซ้ำไปเพลงแล้วเพลงเล่า ก็จะพบอะไรใหม่ๆในความเดิมๆเหล่านั้น เป็นความซับซ้อนในดนตรีเรียบง่ายและในเนื้อหาที่คมคาย (แนะนำ: Fake Empire , Brainy , Start A War) (myspace | wiki)


7. Radiohead | Kid A (2000)

... แค่ความจริงที่ว่า Kid Aในปี2000 ล้ำสมัยกว่าบางวงล้ำๆในปี2009เสียอีก ...หลังจากสร้าง Ok Computerขึ้นมาในยุค90's มายุค00's ก็ยังสร้าง Kid Aขึ้นมาได้ ...แต่ในปี2000ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพร้อมสำหรับKid A ...ผมละคนนึงที่คิดว่าตัวแน่แล้วเพราะผ่านOK Computerมาได้ ก็จะต้องขมวดคิ้วเมื่อเจอ Kid Aเข้าไป ...นักวิจารณ์หลายสำนักมีการต่อต้าน และมองว่า Kid Aคือเวอร์ชั่นที่เกินพอดีของ Ok Computer ...สำหรับผม Kid Aในวันนี้เกือบจะฟังดู'ธรรมดา'ด้วยซ้ำในแง่ความแปลก คำถามคือ...คนฟังเพลงเก่งขึ้น? หรือ โลกดนตรีพัฒนาทัน Kid A? (แนะนำ: Everything in Its Right Place , How to Disappear Completely , Idioteque) (myspace | wiki)


6. Bjork | Vespertine (2001)

เมื่อผมตัดสินใจจะทำลิสต์นี้ ...ผมตั้งมั่นว่า ไม่ว่า'Kid A'อยู่อันดับไหน ...'Vespertine' จะอยู่เหนือ1อันดับ สำหรับผม ทุกสุนทรีย์ที่ผมได้รับจาก Kid A ผมหาได้จากอัลบัมนี้มากกว่า 1 ขั้น...แม้ผมใ้ช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะชอบ Bjork... อาจเพราะเพลงของเธอล้ำเกินว่าเด็กอายุ 16ทึ่มๆ(ในตอนนั้น)อย่างผมจะเข้าใจ ...บางทีนี่คงแสดงถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของเธอ ...อัลบัม Vespertineของเธอมาฟังดู 'ร่วมสมัย' มากแม้จะฟังในปัจจุบัน ...เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของดนตรีสังเคราะห์และไม่สังเคราะห์ ซับซ้อนและเรียบง่าย ...อนาคตและอดีต... maximum และ minimal ...สุขและเศร้า... สวยงามและหม่นหมอง... นี่ืคือ Kid A ที่มีหัวใจ... (แนะนำ: Hidden Place , Pagan Poetry , Cocoon ) (myspace | wiki)

.
.
อ่านต่อ อันดับ #5-1 >>>
.
.
.


50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #15-11

My 50 Favorite Albums of the Decade #15-11

.
.
<< ย้อนไปอ่าน #20-16
.
.
.

15. Daft Punk | Discovery (2001)

อ่า... Daft Punk ...มีอะไรต้องพูดถึงอีกเนี่ย ...Discoveryเป็นอัลบัมที่ทุกคนรัก (ไม่ว่าจะเป็นคอฟังเพลงแนวไหน หรือ ระดับไหน) ส่วนตัวผมรู้สึกว่าว่าอรรถรสในการฟังอัลบัมนี้คือ "มันสนุกดีอะ" มัน...สนุก... จำกัดความแค่นั้นๆจริง มันสนุก..ฟังแล้วสนุกดี... ซาวน์มันชวนนึกถึงรายการการ์ตูน ไตเติ้ลทีวี วีดีโอเกมส์... ความบันเทิงฉาบฉวย(แต่ใสซื่อ)พื้นฐานของเราๆ แม้ใครจะพยายามวิเคราะห์ความเจ๋งของอัลบัมนี้อย่างไร สุดท้ายผมก็ยังชอบมันเพราะมันสนุกดี ...เป็นอัลบัมเต้นรำที่แสนกระชุ่มกระชวย เป็นplaylistสบายๆสำหรับเช้าวันเสาร์ที่ไม่ต้องไปโรงเรียน (แนะำนำ: One More Time , Digital Love , Harder Better Faster Stronger) (myspace | wiki)


14. Panda Bear | Person Pitch (2007)

side-projectมันจะมีอะไรน่าสนใจ? ส่วนมากก็แค่การระบายอีโก้ที่ไม่สามารถทำได้ขณะอยู่ในวง แต่แล้วPanda Bearก็ช็อคพวกเรา อัลบัมบรรจุเพียง7เพลง(แต่หลายเพลงยาวเกิน10นาที) แต่ละเพลงใช้เสียงแซมป์ไม่เกินจาก4-5แหล่ง (มาจากทั้งเพลงsurf, gospel, folk,...) ...ตัดบางเสี้ยวมาใช้เพียงไม่กี่วินาทีแล้ววนลูปซ้ำไปซ้ำมา ที่เหลือคือeffectบ้าๆบอๆเช่นเสียงรถชน...เสียงนกฮูก...และสุดท้าย อัดเสียงร้องที่ชุ่มไปด้วยreverb ...ผลคือมันฟังไม่เหมือนเพลงที่ทำโดย"ดีเจ"แม้แต่น้อย แทนที่จะรู้สึกถึงฝีมือการบิดพริ้วและปรุงแต่งเสียง มันกลับดูโบราณ low-tech เรียบราบติดดินราวกับเพลงชาวป่า...เพลงระบำรอบกองไฟ นี่แหละ..less is more! สรุป...ลืมทุกอย่างที่เคยรู้จักเกี่ยวกับดนตรีอินดี้ หรือ คำจำกัดความของดีเจ ...นี่คือดนตรีจากต่างดาว! (แนะนำ: Bro's , Ponytail , Comfy In Nautica) (myspace | wiki)


13. Air France | No Way Down EP (2008)

EPเล็กๆ ...บรรจุ6เพลงชวนฝัน ...เป็นซาวน์แทร็กของชีวิตผมในปี2008อย่างเป็นทางการ ...มันเป็นดนตรีรื่นรมณ์...ล่องรอย...และถวิลหาช่วงเวลาแห่งความสุขในวัย เยาว์ แต่ละแทร็คราวกับพาเราเดินเล่นริมหาดในฤดูร้อนที่แสกนดิเนเวีย ซุ้มเสียงที่ถูกแซมป์...มันถูกนำมาใช้ราวกับถ้ิอยคำในที่ค้างคาในทรงจำของ เราจากที่ไหนซักแห่งในอดีต ...มันราวกับความฝัน ...ไม่ซิ!มันดีกว่าฝันเสียอีก ...มันราวกับความฝัน ...ไม่ซิ!มันดีกว่าฝันเสียอีก ...มันราวกับความฝัน ...ไม่ซิ!มันดีกว่าฝันเสียอีก (แนะนำ:Collapsing at Your Doorstep , No Excuses , June Evenings) (myspace | wiki)

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/5/5e/Madvillainy_cover.png/200px-Madvillainy_cover.png
12. Madvillain | Madvillainy (2004)

Madvillain Madvillainy เป็นอัลบัมฮิปฮอปที่ เหล่าคนโหดๆเถื่อนๆดุๆหลีหญิงๆทำตัวเก๋าที่เรียกตัวเองว่า 'กูเป็นฮิปฮอปตัวจริง' อยากจะเกลียดได้ แต่เหล่าคอดนตรีตัวจริงคงต้องหลงรักมันอย่างหัวปักหัวปำ มันเป็นมากกว่าการเปิดโลกทัศน์ของคนที่ไม่ใช่คอเพลงแนวนี้(อย่างผม) แต่มันเป็นคอนเส็ปอัลบัมที่สมควรถูกนำไปวางไว้บนหิ้งแล้วทำเคารพอย่าง แท้จริง (มองข้ามว่ามันเป็นเพลงแนวอะไรก็เหอะ) / คุณจะอะไรในงานชิ้นนี้ๆ ...คุณจะพบความสามารถในการตัดแปะขั้นเทพของMadlib ทำนำเสน่ห์ของดนตรีหล่อๆโซลว์ๆ ผสมผสามกับความแป๋นแล๋นของpop culture (ไตเติ้ลรายการทีวี การ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่เก่าๆ) และฝีปากการแร๊ปสุดกำกวมabstract ของ DOOM ที่สร้างความฟุ้งๆรั่วๆมึนๆ ให้อัลบัม / จากเพลงแรกถึงเพลงสุดท้ายถูกผูกเรียงร้อยออกมาเป็นการตูนเก๋าๆเรื่องนึกที่ เหมาะจะดูตอนเมา เหอๆ(แนะนำ: Accordion, All Caps, Rhinestone Cowboy) (myspace | wiki)

11. Arcade Fire | Funeral (2004)

... เหตุผลที่พวกเขาชนะใจคนมากมายนอกเหนือจากฝีมือและความสามารถแล้ว ก็ด้วย"หัวใจ"ที่เกินร้อยของพวกเขานี่แหละ ในยุคสมัยที่"อินดี้ก็เป็นอินดี้" Arcade Fireแสดงให้เห็นว่าอินดี้เป็นได้มากกว่านั้น ...มันเล็กแต่ใหญ่ และ มันใหญ่แต่เล็ก มันเรียกตัวเองว่าอินดี้ได้เต็มปาก แต่มันก็ดังเป็นพลุแตกในmainstreamได้ ...เป็นดนตรีที่เท่ห์และซีเรียส ... เราคาดว่ามันเป็นดนตรีที่เป็นฟังสบายๆ...แต่สุดท้ายเราไม่สามารถฟังมันอย่าง ฉาบฉวยหากต้องการสัมผัสแก่นลึกของมัน สัมผัสด้านที่ปวดร้าวในน้ำเสียงของWin Butler ...สัมผัสความNostalgiaที่ปกคลุมไปทั่วอัลบัม (แนะนำ: Tunnels , Power Out , Rebellion (Lies)) (myspace | wiki)
.
.
(เข้าสู่ Top Ten)
อ่านต่อ อันดับ 10-6 >>>
.
.
.

08 October 2009

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #20-16

My 50 Favorite Albums of the Decade #20-16

.
.
<< ย้อนกลับไป #25-21
.
.
.


20. Interpol | Turn on the Bright Lights (2002)

อีก หนึ่งผลผลิตช่วงต้นยุค2000s อีกวงที่อยู่ในหมวดgarage rockในช่วงนั้น Interpolนำสเน่ห์แบบ Joy Division(ร้องเสียงหม่นๆ ...ริฟท์กีต้าร์น้อยๆคมๆ เบสลงปิ๊คหนักๆ...)กลับมา ผสมผสานกับด้วยจังหวะมันส์ๆแบบฟังค์ร็อค ผลออกมาราวกับภาพฟิล์มขาวดำที่ฉายภาพความยิ่งใหญ่อลังการ แพร่กระจายอารมณ์หม่นหมองๆเท่ห์ๆออกมายอย่างต่อเนื่อง ...แต่หาได้ย้ำคิดย้ำทำแบบวงdarkๆจมดิ่งสู่ความโศก (ประเภท'ดูดบุหรี่ โยกหัว กรีดข้อมือ') แต่มันเดินหน้าเต็มกำลัง ด้วยเบสที่เดินไม่หยุด กีต้าร์ซาบซ่าราวกับเสียงเครื่องยนต์ ...นี่ทำให้พวกเขาโดดเด่นขึ้นมาเกินหน้าหลายๆวงในช่วงเดียวกัน หนึ่งในแถวหน้าของกระแส post-punk ที่ออกตามมามากมาย วงเวียนplaylistผมอย่างต่อเนื่องในปี2002 (NYC , Obstacle 1 , Roland) (myspace | wiki)

19. Sigur Rós | Ágætis Byrjun (1999/2000)

หลายคนเรียกพวกเขาว่า วงที่ดีทีุ่สุดตลอดกาล ...เย็นไว้ ...เย็นไว้ ...เอาว่ายุค2000s ที่ปราศจากวงจากIcelandวงนี้ คงไม่สามารถเรียกได้ว่ายุค2000s ...อะไรทำให้วง"ลอยๆ"วงนี้ไม่ถูกประนามว่าทำสิ่งที่วงอย่าง Spiritualized หรือ Slowdive ทำมาแล้ว? อืม...ผมคงจะตอบว่า ...จริงอยู่ว่า Sigur Ros ก็ใช้การสร้างSoundscapeให้ยิ่งใหญ่หรูหราฟุ้งกระจาย ไม่ต่างกับวงshoegazeในยุค90sหลายๆวง แต่ในเพลงของSigur Ros มันมี "ความหวัง"อยู่... มันไม่่ได้หลับตาแล้วลอยไปเรื่อยๆ (แบบไซคีเดลิก)... ในอัลบัมนี้(และอัลบัมอื่นด้วย)ของพวกเขา มีการวาดภาพสวงสวรรค์บางอย่างขึ้นมาด้วย...มันเป็นโลกยูโทเปีย...สิ่งนั้นทำให้หลายๆคนแม้จะฟังสิ่งที่พวกเขาร้องไม่รู้เรื่องเลย ก็สามารถถูกสะกดด้วยสภาพแวดล้อมที่งดงาม ...งดงามอย่างเรียบง่าย ...แม้จะล่องลอยแต่ไม่หลงทาง ...และ ไอ้'ความหวัง'นี่แหละอาจจะคือสิ่งที่พวกเรา(ชาว2000s)โหยหาที่สุด (แนะนำ: Svefn-g-englar, Starálfur, Olsen Olsen) (myspace | wiki)


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/a/a3/Kanyewest_collegedropout.jpg/200px-Kanyewest_collegedropout.jpg
18. Kanye West | The College Dropout (2004)

อ่า... Kanye West ยุค2000sที่ปราศจากท่าน คงเงียบเหงาน่าดู / Kanye West เปิดประตูของโลกhiphop สู่โลกของดนตรีอินดี้ วัฒนธรรมอินเตอร์เน็ต และทำในบางมุม เหมือนๆกับช่วยชีวิตดนตรีhiphop หลุดจากโลกใต้ดิน วัตถุนิยมจอมปลอม(แข่งกันรวย แข่งกันเก๋า) ไปสู่ดนตรีที่ใช้ประสบการณ์ทางดนตรีอย่างลึกซึ้ง(จากซาวน์ที่แสนอิ่มหูในอัลบัม ที่ถ้าไม่แน่จริงๆ ไม่สามารถคัดสรรค์ปั้นแต่งได้ขนาดนั้น) มีเนื้อหาแบบชนชั้นกลาง แบบปัญญาชน แต่ก็หาได้'ลืมตัว' กลับกันเล่าเรื่อง การต่อสู้ทางชนชั้นของคนผิวดำได้ลึกซึ้งกว่า ศิลปินที่เสนอตัวว่าเป็น'แร็ปคนดำแท้ๆ' เสียอีก / สำหรับผม อัลบัมเดบิวของเขา รวมไปถึงสองอัลบัม'ไตรภาคการศึกษา'ของเขาที่ตามมา เปิดหูเปิดตาผมมากมายเหลือเกิน (แนะนำ: Spaceship, Jesus Walks) (myspace | wiki)


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/d/d6/JensLekamnNightFalls.jpg
17. Jens Lekman | Night Falls Over Kortedala (2007)

งานดนตรีแนว "บิ้วจิตใจให้สดชื่น" ชั้นดีจากหนุ่มสวีดิช ...มันมีกลิ่นอายของความเป็นเทพนิยาย... มันสดใส มันร่าเริง มันแพรวพราวไปด้วยเสียงดนตรีกรุ๊งกริ๊งลั้นลา ร้องออกมาด้วยเสียงที่มองโลกแง่ดีเหมือนการเล่าเรื่อง หรือ เหมือนเขียนไดอารี่ปกสีชมพูน่ารักๆ ...ใช่...บางครั้ง มันก็มีเรื่องเศร้า...มีเรื่องน่าใจหายชวนน้ำตาคลอ แต่สุดท้าย เครื่องสายเบาๆเคล้าเครื่องเป่า ก็ช่วยเพิ่มอมยิ้มเล็กๆที่มุมปากให้เราได้ เหมือนปาร์ตี้เล็กๆข้างหูจากคนที่หวังดี มันทำให้เราหลับตาและหนีจากโลกความจริงอันโหดร้ายไปสู่โลกจินตนาการอันสวยงามได้ัช่วงเวลานึง (แนะนำ: The Opposite Of Hallelujah , A Postcard To Nina , It Was A Strange Time In My Life) (myspace | wiki)

16. Badly Drawn Boy | The Hour of Bewilderbeast (2000)

ผมเริ่มรู้จักอัลบัมนี้ในฐานะ อัลบัมที่ชนะรางวัล Mercury Prize เหนือศิลปินที่overratedที่สุดของยุค00s ผมพบว่ามันเป็นอัลบัม'เพราะๆ'ที่แสนปราณีต ละเมียดละไมในทุกรายละเอียด ทั้งอัลบัมปกคลุมไปด้วยความอบอุ่น ดำเนินเรื่องด้วยความอ้อยอิ่งเนิ่บนาบ ฉายภาพฉากบรรยากาศแห่งความ"เหงาแต่สุข"..."ทุกข์แต่มีความหวัง"...เป็นดนตรี ที่กลั่นใจออกมาราวกับว่ามันเป็นทางเดียวที่จะใช้สื่อสารกับโลก ...เพื่อบอกเล่าเรื่องราว เพื่อระบายความอัดอั้น เพื่อบอกรัก หรือเพื่อบอกลา ...หรือบางทีทั้งอัลบัมอาจเป็นความทรงจำของใครซักคนที่เราบังเอิญได้ยิน เหมือนตอนเพลงFall In A River ค่อยๆเฟดอินเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย...แล้วจมน้ำหายไป /// (แนะนำ: The Shining , Pissing in the Wind) (myspace | wiki)


07 October 2009

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #25-21

My 50 Favorite Albums of the Decade #25-21

.
.
<< ย้อนไปอ่าน 30-26
.
.
.

25. Shugo Tokumaru | Exit (2007 /2008)

ผม พบวงญี่ปุ่นประเภท "ป็อปคิกขุใช้กีต้าร์โปร่งเล่น เคาะโน้นเคาะนี่...กรุ้งกริ๊ง" มามากหลายวง ...สำหรับผมวงเหล่านั้นมัน'ช่างน่าเบื่อ'... มันมีแค่เปลือกที่น่าสนใจ มันเป็นมิตรกับหูเรา มันดูไร้พิษภัย ...แต่ก็แค่นั้น... ขุดอะไรลึกกว่านั้นไม่ได้แล้ว... จนกระทั่งพบกับงานของ Shugo นี่แหละ ... แม้Shugoจะไม่ลดทอนความซับซ้อนของลูกเล่นของเขา แต่เพลงของเขาก็ไม่ได้ออกมาเป็น"นั่งปั่นกีต้าร์โชว์ออฟ" แบบหลายๆศิลปินที่คล้ายกันเป็น แต่กลับเป็นความอ่อนน้อมในเพลงของเขา ที่ทำให้เราต้องคารวะต้องฝีมือของเขา ...เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่ได้แพรวพราวแต่เทคนิค ...ความละเอียดละออในการเรียบเรียงดนตรีของเขา มันช่างล้ำลึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผมเห็นด้วยกับหลายๆบทวิจารณ์ที่ว่าดนตรีป็อปเนื้อๆแน่นๆของ Shugo ชวนให้นึกถึงดนตรีของ The Beatles โดยเฉพาะประมานยุค Rubber Soul และกลิ่นโฟล์คบางอย่างจากยุค White Album... ผสม J-popนิดๆ ดนตรียิปซี่หน่อยๆ (แนะนำ: Parachute , Green Rain , Button )


24. Yeah Yeah Yeahs | Fever to Tell (2003)

มี วงชื่อแนว "The อะไรซักอย่างS" กำเนิดขึ้นมากมายในช่วงต้นยุค00s พยายามทำเพลงดิบๆ ดีดกีต้าร์ก๊องแก๊งแล้วเรียกตัวเองว่า Retroบ้าง Garage Punkบ้าง ...หลายวงเหล่านั้นล้มหายตายจากไปหมดสิ้นแล้ว ...อัลบัมนี้ของ Yeah Yeah Yeahs ก็เคยโดนผมตั้งคำถามเหมือนกันว่าจะ'ของจริง' ขนาดไหน ...ผมพอจะได้คำตอบลางๆ จากคำใบ้บางอย่าง...วงนี้มีfront womanที่ราศีร็อคสตาร์จับอย่างแรง เธอเพี้ยนเธอบ้าๆบอๆ หลุดโลก ร้องแบบใส่ใจเกินร้อย ...มือกีต้าร์วงนี้ 'ไม่ธรรมดา' สร้างสรรค์'ความซับซ้อนในความมั่วซั่ว'ได้อย่างเหนือชั้น และสุดท้ายพวกเขามีมือกลองสุดเก๋าเหนือวง'โรงรถๆ'ทั่วไปอย่างชัดเจน...ท่าม กลางความดิบๆห่ามๆฟังค์ๆ มันมีความสวยงามซับซ้อนบางอย่างอยู่ นั่นทำให้วงนี้ยังอยู่ถึงทุกวันนี้ และ หวังว่าจะโตขึ้นไปเรื่อยๆ (แนะนำ: Date with the Night , Tick , Y Control ) (myspace | wiki)
.


23. Feist | Let It Die (2004)

นี่คือ Feist ก่อนโฆษณา iPod ...ก่อนMVเพลง "1234" นี่คือ Feist ที่ผมรู้จักในนามหนึ่งในสมาชิก Broken Social Scene (aka. สถาบันอินดี้แห่งยุค2000) ผมพบว่าอัลบัม Let It Die เป็นดนตรีอินดี้ที่อยู่ใกล้กับความเป็น Indie Cliche แต่ชนะมาได้อย่างขาวสะอาด.... มันมีความเป็นEasy-Listeningสำหรับเด็กแนว หมายความว่ามันมีความ"ชิวๆ" "บอสซ่าๆ" "แจ๊ซๆ" มันหรูหราอิ่มเอิบไปด้วยเครื่องเป่าเครื่องเคาะ แบบถูกจริตคนฟังเพลงรุ่นนี้ ไม่ว่าเราจะพยายามหาต้นขั้วมันมาจากแหล่งใด แต่สุดท้ายFeist ผสมผสานมันออกมาเป็นเพียงสิ่งที่พูดง่ายๆว่า Indie-Popดีๆ มันพูดง่ายแต่ทำยาก นั่นเลยทำให้มีศิลปินที่'คล้ายๆ Feist' ออกมามากมายเหลือเกิน ///(แนะนำ: Mushaboom , One Evening , Secret Heart)


22. Ellen Allien | Berlinette (2003)

ดี เจสาวจากเยอรมันผู้นี้มีฝีมือการผสมปรุงแต่งเสียงได้เด็ดดวง มีลูกเล่นลีลาลูกทดลองที่น่าตื่นตาตื่นใจท้าทายหู แม้ดนตรีของเธอเป็นมีความเป็นหุ่นยนต์...มีบีตที่แรง...มีเบสที่หนัก มีความทำลายล้าง มีเสียงฉีกขาดของเสียงสังเคราะห์ที่ถูกกระชากอย่างรุนแรง แต่มันมีชีวิตจิตใจ... มันมีีความสุนทรีย์... เป็นหุ่นยนต์ที่มีความเย้ายวน... อาจจะมาจากหมอกแห่งเสียงที่เธอวาดไว้...บดบังเสียงบีตที่ไร้จิตใจ หรือ จากเสียงร้องบางๆของเธอที่ปรากฏเรื่อยๆในอัลบัมก็แล้วแต่ ...นี่เป็นอัลบัมเทคโนที่ผมดีใจที่ค้นพบ และ ยังติดอยู่ในใจเสมอมา /// (แนะนำ:Alles Sehen , Wish , Trash Scapes) (myspace | wiki)



21. Animal Collective | Strawberry Jam (2007)

เส้นทางของ Animal Collective นั้นยาวไกล ..ผ่านความเป็นวงฟรีกๆประหลาดๆเพี้ยนๆมาหลายย่านน้ำ จนกระทั่งStrawberry Jam ที่ผมพบว่า...พวกเขาพบภาษาของตัวเองแล้ว ... ภาษาที่ Animal Collectiveใช้ มันช่างoriginalเหลือเกิน ส่วนผสมของความ"จริงแท้ไร้ความปรุงแท้" (จาก เสียงกีต้าร์โปร่งแบบโฟล์คดั่งเดิม กับ ตีกลองดิบๆแบบ Velvet Underground) และ "ความสังเคราะห์ไร้ความจริงแท้" (จาก การมิกซ์...การแซมป์ผสมผสานบิ้วเบี้ยวเสียงด้วยเครื่องจักรสมองกล จนฟังดูไร้ชีวิต) ผลคือ ดนตรีที่มีกลิ่นอายไซคีเดลิก ที่หูมนุษย์หุ่นยนต์สังคมเมืองคอนกรีตอย่างๆเราสามารถเข้าถึงมันได้ ..."อย่างเป็นธรรมชาติ" ///(แนะนำ Peacebone , Fireworks , Derek)

.
.
.

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #30-26

My 50 Favorite Albums of the Decade #30-26

.
.
<< ย้อนไปอ่าน #35-31
.
.
.

30. Life Without Buildings | Any Other City (2001)

ผมค้นพบวงนี้จากอัลบัมบันทึกการแสดงสดของพวกเขาที่ออกในปี 2007 ...จนผมต้องย้อนกลับไปหาอัลบัมอัลบัมเดียวของพวกเขามาฟัง ...สไตล์ดนตรีของวงนี้ชัดเจนและเป็นตัวของตัวเองสุดๆ ...กีต้าร์แบนด์เท่ห์ๆ คอร์ดง่ายๆเก๋ๆ ...ที่โดดเด่นที่สุดก็คือสไตล์การร้องแบบ"พล่ามๆ" ของนักร้องสาวสำเนียงสก็อตติช ที่ฟังดูเก๋าๆคล้ายกับร้องแร๊ป แต่มันดูน่ารัก...ไร้เดียงสา...อารมณ์ดี กระตุ้นความสดใสแห่งวัยเยาว์ในตัวเราให้คึกคักอย่างอธิบายไม่ถูก ขณะฟังแทบจะนึกภาพสมาชิกวงยิ้มไปสับคอร์ดไป โยกไปมาอย่างร่าเริง ...ช่างเป็นอัลบัมที่แสนอินดิ๊อินดี... ต่อมเด็กอัลเตอร์อาจระเิบิดได้เพราะแพ้ภัยความเท่ห์ น่าเสียดายที่วงมีอายุสั้น และก็ไม่ดังเท่าที่ควรจะเป็น ...แต่บางทีก็อาจจะดีแล้ว ได้แสดงตัวตนไปแบบเต็มๆ1อัลบัม ...แล้วพอเลย (แนะนำ: The Leaner , Young Offenders , Sarrow) (myspace | wiki)


29. Blur | Think Tank (2003)

ใน ยุค00s.. วงBritpopหลายวงได้ล้มตายกันไปเพียบ แต่Blur(...วงที่ผมชอบที่สุดในยุค 90s ...) ยังอยู่ได้อย่างสง่างาม ...ไหนจะโปรเจคข้างเคียงอย่างGorillaz และอื่นๆ ...Blurมีศักยภาพพอที่จะสู้กับวงรุ่นใหม่ๆได้สบาย ...แต่น่าเสียดายที่พวกเขามีอัลบัมเพียงอัลบัมเดียวในรอบสิบปีที่ผ่านมา ...และใช้เวลาในทศวรรษนี้หมดไปกับการ "พักวง" (ก่อนจะกลับมารวมกันอีกครั้งปลายปีนี้) ...Blurเปลี่ยนไปเยอะจากยุคแรก ...หลังจากเลี้ยวเข้าสู่ทางแห่ง'ดนตรีทดลอง' ในอัลบัม'13' ..Blurมิได้เจริญรอยตามRadioheadไปสู่ดนตรีล้ำๆสุดขั้ว แต่เลือกที่จะดึงเสน่ห์ของดนตรีเต้นรำ ...ของดนตรีพื้นบ้าน ...ของworld music ...หรือแม้กระทั่งดนตรี Progressive ...ผมไม่รู้ว่านี่เป็นอัลบัมที่ดีของBlurหรือไม่ ...แต่มันเป็นอัลบัมที่ดีแน่นอน แม้ผมจะพยายามแกล้งทำเป็นลืมมัน เพราะ เป็นอัลบัมที่Coxon(แทบ)ไม่มีส่วนร่วมเลย (แนะนำ: Out of Time , Good Song , On My Way To The Club) (myspace | wiki)


28. The White Stripes | De Stijl (2000)

ผม ตัดสินอยู่นานว่าอัลบัม Elephant หรือ White Blood Cells ควรจะเป็นตัวแทนของThe White Stripes ในลิสต์นี้...จนผมนึกขึ้นได้ว่า เฮ้ย...De Stijl จ๊าบกว่าเยอะ...// ในเกือบทุกอัลบัมวงสองพี่น้องกำมะลอคู่นี้อยู่คาบเกี่ยวระหว่างดนตรี ฟังค์ และ บลู เสมอมาแต่สุดท้ายผมฟังยังไงก็เป็นวง Garage Rock(ที่ดี)อยู่ดี... ก็มีแต่ชุด De Stijl... (อัลบัมที่ผมsearchเพลงต่อเพลงในsoulseekมารวมเป็นอัลบัม หลังเริ่มรู้้จักวงจากสองอัลบัมที่กล่าวในบรรทัดแรก) ที่ผมรู้สึกว่าพวกเขาไปถึงสุดขั้วของทั้งพังค์และบลูจนสร้างแนวดนตรีใหม่ เฉพาะตัวขึ้นมาได้ (ก่อนพวกเขาจะนำไปพัฒนาต่อจนโด่งดังในกลุ่มคนฟังวงกว้างชุดต่อๆมา) ..."ดิบ โหด รก สกปรก หยาบกร้าน..." ... มันเปลือยร่างลงลึกแสบไปถึงกึ๋นไร้ความประนีประนอมใดทั้งสิ้น (แนะนำ: Death Letter , Hello Operator , Let's Build a Home) (myspace | wiki)

27. Sibylle Baier | Colour Green (2006)

ช่วงปี 1970-1973 Sibylle Baier (นักแสดงสาว/นักดนตรีโฟล์ จากเยอรมันตะวันตก) ในช่วงชีวิตวัยนั้นของเธอ ก็มีความสับสนว้าวุ่นตามประสาคนหนุ่มสาว ...จึงระบายออกด้วยการอัดเพลงผ่านเทป reel-to-reel คนเดียว...ในห้องนอนส่วนตัว... เล่าเรื่องการเดินทาง หรือบ้างก็แค่เล่าประสบการณ์ชีวิตธรรมดาๆของเธอ ...อัดมันและเก็บมันไว้...ไม่เคยให้ใครนอกจากคนใกล้ตัวฟัง ...40กว่าปีผ่านไป ลูกชายเธอได้ฟังเป็นครั้งแรก // หลังจากส่งต่อให้หลายๆคนฟังหลายๆถอด ...สุดท้ายมันได้รับการรวมเป็นอัลบัมเต็มครั้งแรกในปี 2006 (ด้วยความบังเอิญ กระแสเพลงโฟล์คก็กลับมาพอดี) // อ่า...เวลาหนอเวลา...หากอัลบัมนี้ออกในยุค70s มันอาจจะเป็นแค่อีกหนึ่งโฟล์คของฮิปปี้ที่ไม่มีใครจำก็ได้... 40ปีที่มันถูกบ่มไว้ในเสี้ยวส่วนตัวเล็กๆที่ไม่ใครในโลกรับรู้ แม้แต่ตัวศิลปินเองในปี2006ก็แทบจะเป็นคนละคน กับหญิงสาวที่นั่งเกากีต้าร์เดียวดายในห้องนอน ...การฟังอัลบัมนี้เสมือนกับแอบเปิดไดอารี่ของใครซักคนอ่าน... มันทำให้เราขนลุก...และสัมผัสถึงความเหงา...เดียวดาย...และเงื่อนไขของธรรมชาติที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้...."เวลา" (แนะนำ: Tonight , The End , Remember The Day) (myspace | wiki)

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/9/94/Phoenix_-_Wolfgang_Amadeus_Phoenix.png/200px-Phoenix_-_Wolfgang_Amadeus_Phoenix.png
26. Phoenix | Wolfgang Amadeus Phoenix (2009)

งานดนตรี'อัลเตอร์เนทีพร็อค' ถ้าให้ผมจำกัดความ ก็นึกถึงอะไรจากยุค90sของอเมริกัน ดนตรีกีต้าร์+เบส+กลอง ที่เด็กมหาลัยเล่นไม่ต้องถึงกับพริ้วๆมากมาย แต่ความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ และมันส์สุดเหวี่ยง -- แต่กลับเป็นวงจากฝรั่งเศสวงนี้ที่สามารถนำดนตรี กีต้าร์+เบส+กลอง(+คีย์บอร์ด) ก้าวข้ามความเป็นดนตรีปาร์ตี้ๆ สู่ความสุขุม เป็นระบบระเบียบ การเรียบเรียงดนตรีที่แสนเนี้ยบ เมโลดี้ที่เฉียบคม ซึ่งเข้าไปประจวบเหมาะกับดนตรีเต้นรำหรือกระทั่งดนตรีอิเล็กโทรนิคได้ไม่เคอะเขิน ...จากความน้อยนิดมหาศาลของมัย จากความซ้ำ การวนลูป -- ยิ่งไปกว่านั้น มันก้าวข้ามคำว่าอินดี้ หรืออัลเตอร์เนทีฟ ไปอยู่ในmainsteamได้อย่างน่าเซอร์ไพรซ์ (แนะนำ: 1901, Lisztomania)(wiki | myspace | link)


50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #35-31

My 50 Favorite Albums of the Decade #35-31

.
.
<< ย้อนไปอ่าน #40-36
.
.
.




35. Voxtrot | Raised by Wolves EP (2005)
& Voxtrot | Mothers, Sisters, Daughters & Wives EP (2006)

จะ ว่าโกงก็ได้ เพราะผมเอาสองEPมารวมกัน ..แต่ผมพบค้นมันทั้งคู่พร้อมกันและมักจะฟังด้วยกันราวกับมันเป็นงานเดียวกัน (ผมแอบผิดหวังเล็กๆกับอัลบัมเต็มของพวกเขาด้วย เพราะิชอบEPมากกว่าเยอะ) ...Voxtrot เป็นวงที่เราตกหลุมรักได้ง่าย ดนตรีชวนให้นึกถึง Belle and Sebastianมากๆ แต่ความหม่นบางอย่างในเสียงร้องและในไลน์กีต้าร์พริ้งๆ ชวนให้นึกถึง The Smithsในร่างใหม่ที่ลดทอนความเป็น80's ....อีกหนึ่งที่อัลบัมที่ฟังง่าย ...หยิบมาฟังได้เรื่อยๆ เป็นของตายประจำplaylistของผมมาตลอดหลายปี (แนะนำ: The Start of Something , Raise By Wolve , Mothers, Sisters, Daughters & Wives) (myspace | wiki wiki)


http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/5/50/Upthebracket.jpg/200px-Upthebracket.jpg
34. The Libertines | Up the Bracket (2002)

โอ้... The Libertines ยังจำวงนี้กันได้ไหม? วงที่มีชื่อเสียงเรื่องน้ำเน่าๆในวง ...มากกว่าตัวเพลงของพวกเขาเสียอีก ...ตกลงวงนี้คือของจริงหรือของปลอม? ...ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ที่แน่ๆ Up The Bracket เป็นอัลบัมที่มันส์ สนุก และสะใจมากที่สุดอัลบัมนึงเท่าที่ผมเคยฟังมา มีอะไรบางอย่างชวนให้นึกถึงพลังแบบOasis (....ซึ่งก็จะคล้าย The Beatles อีกทอด) แต่สะใจกว่า...เด็กกว่า...ฟังค์กว่า! เป็นดนตรีที่มีทัศนคติ'กูไม่แคร์' แต่ก็แอบละเอียดละออปราณีตโดยไม่เสียลุค'แบดบอย' ///(แนะนำ: Vertigo , Death on the Stairs , Time for Heroes ) (myspace | wiki)

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/8/8f/Franz-Ferdinand.PNG/200px-Franz-Ferdinand.PNG
33. Franz Ferdinand | Franz Ferdinand (2004)

ผม ยังจำกระแสของ Franz Ferdinand ได้ดี ทุกคนที่ผมรู้จักในปี2004ฟังFranz Ferdinand! ทุกสิ่งที่วงจากสก็อตแลนด์นี้ทำ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อวง...MV...คอนเสิร์ต... ล้วนถูกพูดถึง มันเป็นความตื่นตาตื่นใจมากในช่วงนั้น และทุกคนเห็นตรงกันว่าวงนี้มีอะไรพิเศษ ...พูดว่า"ซาวน์แบบ'Franz Ferdinand"แล้วทุกคนนึกภาพออก...มันnerdyนิดๆ มันจิ๊กโก๋หน่อยๆ แถมยัง'โจ๊ะครึ่มๆ'ใช่เล่น ชัดมากว่านี่ไม่ใช่ 'อีกหนึ่งวงretro' ... โดยรวมนับเป็นอัลบัมที่ลงตัวมาก มีทิศทางที่ชัดเจน และติดหูเป็นบ้า... (แนะนำ: Take Me Out , The Dark of the Matinée , Michael) (myspace | wiki)


32. The Field | From Here We Go Sublime (2007)

...หลายคนบอกว่าดนตรี "Minimal" เป็นดนตรีของคนขี้เกียจนะซิ อาจจะจริง...แต่เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมันก็เอื้ออำนวยให้ทำอะไรขี้เกียจๆ แบบนี้ในคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเสียจริง ...อัลบัมนี้มันช่างถูกที่ถูกทางกับยุคสมัยจริงๆ ...แต่มันจะออกมาเป็นยังไง?...The Fieldจากสวีเดนคือคำตอบ มันเบาบาง...มันซ้ำไปซ้ำมา...บางทีสุนทรีย์ของมันไม่ได้อยู่ที่โน๊ตที่เล่น แต่อยู่ที่โน้ตที่มันไม่ได้เล่น...ที่ค่อยๆก่อสร้างขึ้นในโสตประสาทของเรา (แนะนำ: Over The Ice , A Paw in My Face , Sun & Ice) (myspace | wiki)


31. Deerhoof - Friend Opportunity (2007)

Deerhoofเป็นวงที่ ประหลาด...แปลก...เพี้ยน... แต่เก่งชิบหาย...การรวมตัวของนักดนตรีที่แสนจัดจ้านเกินกว่าจะอยู่โลกของ"วง อินดี้ๆ"(ตีคอร์ดๆ ร้องง๊องแง๊ง) แต่มันก็ป่วยๆผิดธรรมชาติเกินกว่าสังคม"นักดนตรี"ตามธรรมเนียม(โชว์ฝีมือการ เล่นเครื่องดนตรีเร็วๆซับซ้อนๆ) ...พลังที่วงปล่อยออกมามันแสนจะสะบัดสะบั้นราวกับดนตรีแจ๊ซ จังหวะดนตรีของพวกเขาขับเคลื่อนช้าๆเร็วๆไปตามอารมณ์มิอาจคาดเดาได้... นั่นคือ Deerhoof...สัตว์ประหลาดของโลกดนตรีอินดี้ และ (สำหรับผม)เป็นวงที่ Cultสุดๆ // แม้จะออกอัลบัมมาหลายชุดและ 'สาวก'ก็ล้วนมีอัลบัมโปรดของตัวเอง ...สำหรับชุด Friend Opportunity ผม(ผู้ไม่ใช่สาวก)รู้สึกว่า คุณไม่จำเป็นต้องบูชาDeerhoof ถึงจะชอบ... มันมีด้านที่อ่อนโยนบางอย่างที่เป็นมิตรกับคนฟัง โดยที่ไม่เสียความเป็นตัวตนของตัวเอง แม้จังหวะจะขัดไปขัดมา...แต่เต้นตามได้ ...แม้เสียงร้องจะฟังไม่รู้เรื่อง...แต่ก็พอฮัมๆมั่วๆไปได้... เป็นด่านแรกสำหรับคนอยากรู้จักสัตว์ประหลาดตนนี้ // (แนะนำ: The Galaxist , Kidz Are So Small, The Perfect Me) (myspace | wiki)


.
.

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 # 40 - 36

My 50 Favorite Albums of the Decade #40-36

.
.
<< ย้อนไปอ่าน #45-41
.
.
.


40. Why? | Alopecia (2008)

ไม่ เคยคิดว่าการพ่นคำรัวๆ-ด้วยน้ำเสียงกวนโอ้ย-บนดนตรีอินดี้ร็อค มันจะเข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเช่นนี้ ...นี่คือแบบฉบับเฉพาะตัวของWhy?เท่านั้น เป็นวงอเมริกันที่สานต่อเส้นทางที่วงกีต้าร์แตกๆรุ่น90'sอย่างพวก Pavementปูไว้ ผสมปนเปกันแรงบันดาลใจจากดนตรีอเมริกันแท้ๆอย่างฮิปฮอป ...จนออกมาเป็นดนตรีแบบฉบับของตัวเองที่ไม่มีใครเหมือน ...มันซ่า...มันกวน แต่มันแยบยล...ยึกยัก..กวนบาทา บวกกับเนื้อร้องและการใช้ภาษาของWhy?สุดเก๋า...ยิ่งเพิ่มความ"ปัญญาชนๆ"ให้ กับเพลงของพวกเขา...ราวกับ"กวีจิ๊กโก๋"อะไรแบบนั้น .......เก๋าสัดๆครับ...(แนะนำ: The Hollow , The Vowels, Pt 2 , Good Friday) (myspace | wiki)


39. The Delgados | Hate (2002)

ผม รู้จัก The Delgados จากลิสต์แห่งปีอะไรซักอย่างของดีเจในตำนาน John Peelผู้ล่วงลับ ...อัลบัม "Hate"...แค่ชื่อก็มองโลกในแง่ร้ายสุดๆแล้ว ช่างไม่เข้ากับธรรมชาติของวงป็อปจากสก็อตแลนด์แม้แต่น้อย ...แม้ดนตรีของThe Delgadosช่างใสสว่างเหลืองอร่าม แต่มันปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกอันหมองหม่น เป็นซาวน์แทร็กประกอบบรรยากาศที่"เหมือนฝนจะตก...แต่ไม่ตก" ...เจ็บปวด เศร้าสร้อยอ้อยอิ่ง...แต่สวยงาม น่าหลงไหล ทำให้เราต้องมนต์สะกด ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ...ก่อนมีรอยยิ้มเล็กๆ... (แนะนำ: All You Need Is Hate , Coming in From the Cold , Child Killers) (myspace | wiki)


38. Portishead | Third (2008)

Portishead ได้กลับมาแล้ว... หลังจากหายไปเป็นชาติ ..."Third" ช่างคุ้มค่าการรอคอย ...ซาวน์ฟังดูสุขมขึ้น...ดูเซ็กซี่น้อยลงแต่ลึกลับมากขึ้น ยังคงสภาพ Trip-Hop...แต่เพิ่มความเก๋า...ความขลัง ...ความคม มากขึ้น ...ยังคงความล้ำของดนตรีอิเล็คทรอนิคที่หม่นขึ้นเล็กน้อยด้วยกลิ่นอายIndrustialนิดๆ ...ต้องใช้ความตั้งใจมากขึ้นในการซึมซับถึงความสวยงามที่ซ่อนอยู่หลังความมืดมน ...หนึ่งในการcome backที่เก๋าที่สุดในรอบสิบปีนี้ (แนะนำ: The Rip , Machine Gun , Plastic) (myspace | wiki)


37. Vampire Weekend | Vampire Weekend (2008)

การปรากฏตัวของ Vampire Weekend มันชวนให้ผมนึกถึงวง'นำกระแส'หลายๆวงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ...The Strokes, The White Stripes, Franz Ferdinand หรือกระทั่ง MGMT... ซึ่งเป็นการเปิดหูเปิดตาผู้ฟังสู่อะไร'เดิมๆแต่ใหม่' ...ไม่ผิดอะไรที่วงเหล่านี้จะ 'ดัง'... ไม่ได้หมายความว่า overrated... สิ่งที่ Vampire Weekend นำเสนอคือ ดนตรีpopแบบสะอ้านผู้ดีๆ ...องค์ประกอบทางดนตรีชวนนึกถึงป็อปยุค70s อิทธิพลของดนตรีแอฟริกัน ดนตรีพื้นเมือง รวมออกมาเป็นภาษาใหม่ของอินดี้ป็อปยุค2000sที่ลงตัว และ มันออกมาถูกที่และถูกเวลา น่าจดจำ (แนะนำ: Oxford Comma , A-Punk , Walcott) (myspace | wiki)


36. Junior Boys | Last Exit (2004)

งาน ของดูโอจากแคนนาดาคู่นี้พาเราไปสัมผัสกับ ...บีตและเบสที่ชัดเจน...จังหวะจะโคนที่หนักแน่น สวนทาง กับท่วงทำนองที่เนิบนาม อืดอาด ...ผลคืออัลบัมอิเล็คโทรนิกที่แสนเซ็กซี่ ...เสมือนเป็นการเต้นรำแบบสโลว์โมชั่น ...ท่ามกลางแสงไฟที่ฉูดฉาดที่ฉายอย่างล่าช้าไปครึ่งจังหวะ... นึกถึงฉากควันบุหรี่หมุนในอากาศช้าๆ ...การเดินเดียวดายที่ขอบถนนหลังค่ำคืนสุดเหวี่ยงในผับ (แนะนำ: ฺำBellona , High Come Down , Last Exit) (myspace | wiki)

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #45-41

My 50 Favorite Albums of the Decade #45-41

.
.
<< ย้อนไปอ่าน #50-46
.
.
.

45. The Microphones | The Glow, Pt.2 (2000)

มันคือโฟล์ค... มันคือnoise... มันคือ lo-fi... มันทะเยอทะยาน เรียกร้องให้เราฟังตั้งแต่ต้นจนจบยาวๆ ...บทเพลงของมันฟังดูเบาโหว่งและคลุมเครือ เสียงร้องฟังดูค่อยเบา หลายครั้งเสียงมันถูกม่านหมอกของความแตกพร่านจากกีต้าร์ไฟฟ้าบดบัง บางครั้งแม้ไม่โดนบดบังจากอะไร บรรยากาศที่ดูเงียบงันแบบambientก็ยังมีความคลุมเคลือจากการซ้อนทับบางๆของความเงียบ เสมือนยืนฟังเรือสินค้าเำทียบท่าในวันที่หนาวเหน็บ แม้แต่เสียงกีต้าร์โฟล์คธรรมดา เราก็ได้ยินมันอู้อี้ราวกับว่ามันผ่านเครื่องเล่นเทปเก่าๆ อัลบัมนี้ของ The Microphones เป็นซาวน์แทร็คแห่งความเหงา...โดดเดี่ยว...เงียบงัน...เหน็บหนาว... ที่ท้าทายผู้ฟังให้ให้เวลากับมันและพยายามซาบซึ้งกับบรรยากาศแห่งเสียงที่อัลบัมสร้างสรรค์ /// (แนะนำ: I Want Wind To Blow , The Glow Pt. 2 , The Moon) (myspace | wiki)


44. The Pipettes | We Are The Pipettes (2006)

...วงนี้เก๋...เธอคือสามสาวGirl Group..พวกเธอไม่ขายพลังเสียง(ไม่ใช่ว่าเสียงไม่ดีนะ) ไม่ขายความเซ็กซี่ (ไม่ใช่ว่าไม่มีเสน่ห์นะ) พวกเธอเป็นขายความเป็นตัวเองทั้งแพ็คเก็จ (กระทั่ง มีเพลง/ชื่ออัลบัม ว่า We Are The Pipettes) ทั้งหมดพอจะสรุปได้ว่า เพราะพวกเธอไม่ใช่ girl groupนะซิ! พวกเธอคือวงอินดี้ดีๆนี่เอง ...พวกเธอคือวงแฟชั่นฉลาดๆ..ไม่ต่างอะไรกับThe White Stripesแต่งชุดสีแดงแป๋นและเล่นเพลงที่มีกลิ่นretro พวกเธอเป็นป็อปที่แสนเบสิค มันคึกคัก มันโยกได้ มัน"Clap your hands if you want some more..." /// (แนะนำ: We Are The Pipettes , Pull Shapes , ABC) (myspace | wiki)


43. Broken Social Scene | You Forgot It in People (2002)

ถ้าทศวรรษที่90sนับเลยมาถึงปี2002ซักหน่อย ...ผมจะให้อัลบัมนี้เป็นอัลบัมโปรดอันดับต้นๆของยุค90sเลย...นี่คือสถาบันอินดี้ดีๆนี่เอง ...สมาชิกวงแตกหน่อออกไปสร้างโปรเจคโน้นนี่มากมาย(เช่น Feist, Kevin Drew, Brendan Canning,...) มาฟังอัลบัมนี้ตอนนี้รู้สึกความเชยนิดๆ...แต่ความประทับใจแรกยังฝังใจอยู่ ผมรู้สึกว่าความ"อินดี้"ชัดเจนมากในอัลบัมนี้ ...อาจจะเรียกว่ามากจนเอียนก็ได้ ลองดูคิดดูซิ..."วงอินดี้ร็อคที่มีสมาชิกเยอะๆ ...เล่นดนตรีหลายๆชิ้น" ..."อัดเสียงบรรยากาศในห้องอัดแบบแนวๆ"(ใช้เสียงคนคุยกัน , อารมณ์คล้ายๆ out-take หรือ demo) " ...ไหนจะความ"ไม่กลัวที่ปรับแต่งเสียงด้วยกลโกงของคอมพิวเตอร์" ...นี่มันดนตรีทำเองในห้องนอนเพื่อความโชว์เท่ห์ชัดๆ ...ผมย้อนกลับไปแล้วพบว่ามันช่างเป็นรอยต่อของยุคสมัยที่น่าจดจำ (แนะนำ: Lover's Spit , Anthems for a Seventeen Year-Old Girl , Cause = Time) (myspace | wiki)

42. Belle & Sebastian | Dear Catastrophe Waitress (2003)

ใน ยุค90's ...Belle and Sebastian คือวงที่แสนถ่อมตน..อ่อนน้อม ไม่แสดงออกถึงความทะเยอทะยานเท่าไร... แต่พวกเราก็รักพวกเขาในความบ้านๆ...ง่ายๆ...จริงใจ.. แต่ผมก็ต้องเซอร์ไพรซ์เล็กเมื่อได้ฟังชุดDear Catastrophe Waitress ...สัญญาณแห่งความทะเยอะทะยานเริ่มปรากฏ จาก ริฟท์ที่หนักแน่นบังคับให้ติดหู บีตเบสที่บังคับให้เราเต้น คอร์ดกีต้าร์โปร่งที่โชว์ความเท่ห์ ราวกับจะบอกว่า 'เฮ้ย..ข้าเก่งนะ แต่ไม่ชอบแสดงออก...' ผลคืออัลบัม "ป็อปเบาๆที่แสนหนักแน่น" แม้'แฟนพันธ์แท้'บางคนจะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่สำหรับผมมันราวกับได้ค้นพบวงโปรดวงใหม่ทีเดียว ...อยู่ต่อไปอีก10นะ (แนะนำ: I'm a Cuckoo , Stay Loose) (myspace | wiki)


41. St. Vincent | Actor (2009)

ดู ผิวเผินมันคืออัลบัมที่โด่นเด่นด้วยลูกเล่นทางดนตรีที่หรูหราอลังการ ...เป็นเทพนิยายๆนิดๆ มีความเป็นละครเวที หรือ หนังเพลง ค่อนข้างชัด (เธอเองก็ให้สัมภาษณ์ว่าอยากให้ออกมาเป็นงั้น) แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ผมหลงรักหัวปักหัวปำ แต่ผมพบว่าในความ'เหมือนจะไร้เดียงสา'นั้น มันหลอกผม ..ปูทางให้ผมคาดหวัง และ คาดเดาถึงท่อนต่อไปว่าจะเป็นยังไง...แล้วAnnie Clarkก็มีอะไรมาเซอร์ไพรซ์ผมเสมอ แนวทางนี้ชวนนึกถึงดนตรีBritpopยุครุ่งเรื่องไม่น้อย ...ยิ่งชัดในสไตล์กีต้าร์ดุๆของเธอ (ที่ผมไม่เคยคาดมาก่อนว่า เธอจะมีลูกกีต้าร์ที่เจ๋งอย่างนี้) ช่างจัดจ้านและเก๋ไก๋เหลือเกิน ...ณ.ปี2009 นี่คือ(หนึ่งใน)จุดสูงสุดของภูเขาที่วงอินดี้ธรรมชาติหัวก้าวหน้ามากมาย พยายามไต่ให้ถึง (แนะนำ: The Stranger , Marrow , Actor) (myspace | wiki)


.
.
อ่านต่อ อันดับ #40-36>>>
.
.
.

50 อัลบัมโปรดแห่งทศวรรษ2000 #50-46

My 50 Favorite Albums of the Decade #50-46
.
.
[[[ INTRO]]]
.
.
.

50. Röyksopp |Melody A.M. (2001)

"ชิวๆ" คืออีกหนึ่งคำที่ผมได้้ยินบ่อยๆในช่วงต้นยุค2000s ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากไหน...อาจจะมาจากกระแสของเพลงChill-Out...จำพวก Cafe Del Marอะไรแบบนั้น... Royksoppก็ทำเพลงชิวๆ...สองคู่หูใช้เสียงสังเคราะ์เรียบง่ายมาสร้างสรรค์ดนตรีบรรเลงสบายๆไร้พิษภัย-- สำหรับผม...ดนตรีพวกเขาไม่เรียกร้องให้เราเสพอย่างซีเรียสลึกซึ้ง แต่ในความไร้พิษภัยเหล่านั้นเปี่ยมไปด้วยพิษสง ...ไม่ว่าจะพิษสงจากความcatchyของเมโลดี้ที่แสนนุ่มเบา หรือจากความสะอาดสะอ้านของดนตรี ก็ตาม...ไม่แปลกที่เพลงอย่าง Eple หรือ Remind Me จะสามารถไปอยู่ในโฆษณาเครื่องMac หรือถูกเปิดบนแคทวอร์คแฟชั่นโชว์ (หรือเปิดฟังเพลินๆระหว่างอ่านหนังสือเตรียมสอบ) สบายๆ...//(แนะนำ: Poor Leno , Remind Me) (myspace | wiki)


49. Gorillaz | Demon Days (2005)

ผมเดาไม่ถูกเหมือนกันว่าเจ้าวงการ์ตูนของ Damon Albarnวงนี้ จะถูกมองอย่างไรในอีก10ข้างหน้า... จะเป็นอะไรขลังๆคลาสสิกๆ หรือเป็นของเก่าเชยๆแป๊นๆชวนหัวเราะ แต่ไม่ว่าจะยังไง...ก็ถือว่าเป็นหลักไมล์ที่น่าจดจำของวงการดนตรีทีเดียว ...ในเชิงดนตรี มันถูกแปะชื่อHip Hop Trip Hop และ ดนตรีอิเล็กโทรนิค เป็นความป็อปแบบแสนจะPoppyๆ...ทีเล่นทีจริง กวนๆ ด้วยดนตรีราวกับเวอร์ชั่นการ์ตูนของเพลงลาติน หรือของเพลงคาวบอย ...หรือของเพลงฮิปฮอป ...มากกว่าเวอร์ชั่นศึกษาจริงจัง มีเบสตูมๆและเมโลดี้แบบเก็กหล่อๆ (หนักๆเข้ามีกระทั่งเสียงคนเล่านิทาน หรือ เด็กนักเรียนร้องประสานเสียง) เป็นความสนุกสนานแบบเด็กๆวัยสะรุ่นๆผ่านการเจียระไนอย่างชาญฉลาดของคนเจนโลก ///(แนะนำ: Dirty Harry , Feel Good Inc. , Don't Get Lost In Heaven) (myspace | wiki)

48. The Walkmen | You & Me (2008)

อีกหนึ่งวงอเมริกันอินดี้กีต้าร์แบนด์ ที่วนเวียนในวงการมาตลอดทศวรรษนี้ แน่นอนว่าในปี2008คงไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกท่านจะได้ยินสับกีต้าร์คอร์ด'ตุแร๊งๆ' จะให้ว่ากันตรงๆก็คงต้องบอกว่า นั่นแทบจะเป็น'เสียงแห่งทศวรรษ' ก็ว่าได้ -- The Walkmenแม้จะใช้ภาษาดนตรีGarage Rock ที่ปฏิเสธความปรุงแต่งใดๆนอกเหนือจากอาวุธหลักของRock&Roll แต่พวกเขาไม่ยอมที่จะให้มันฟังแห้งแล้ง หรือหลุดไปสู่วังวนของ 'น้อยๆเก๋ๆ' ..กลับกันเขาสามารถบิ้วให้มันเป็นมหากาพย์...ให้มันยิ่งใหญ่...ให้มันลึกซึ้ง โดยบรรจงซ้อนทับหลากชั้นทางดนตรีของกีต้าร์คอร์ด ออร์แกนบางๆ กลองดุๆราวกับลั่นกลองรบ และเสียงร้องที่เปล่งออกมาอย่างสุดลำคอ -- ออกมาเป็นงานดนตรีืที่ฟังแล้วหูอิ่มฉ่ำไปด้วยนุ่มนวลของความหยาบกร้านของดนตรีร็อคที่ถูกผสมผสานอย่างลงตัว ///(In The New Year , If Only I Were True) (myspace | wiki)


47. The Go! Team | Thunder, Lightning, Strike (2004)

เพลง ที่ได้อารมณ์ราวกับรายการทีวียุค7o's อารมณ์ดนตรีsoulของคนดำ นึกถึงพวกกางเกงยีนขาบาน แด๊นซ์ใต้ไฟดิสโก้ แต่ทั้งหมดโดนร้องทับด้วยเสียงร้องแร๊ปแบบฮิปฮอป บรรเลงแบบวงอินดี้เต็มวง ...กีต้าร์ เบส และ กลองชุด(2 ชุด) ...เพลงของพวกเขาช่างcatchyจนเราไม่สนใจว่ามันถูกปรุงมาด้วยอะไร สิ่งเดียวที่เราสัมผัสคือจังหวะที่แสนคึกคักติดหู ชวนดิ้นอย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ...แต่พอหยุดฟังซักพัก มานั่งคิด... ผมรู้สึกว่ามันเป็นดนตรีแห่งวัยหนุ่มสาวแห่งวัยเยาว์ ...ซึ่งเมื่อรวมกับซาวน์โบราณๆบางอย่างของมัน มันก็สร้างอารมณ์ถวิลหาอดีตอันสวยงามไม่น้อย... (แนะนำ: Ladyflash , Bottle Rocket , Huddle Formation) (myspace | wiki)


46. Sally Shapiro | Disco Romance (2006)

เมื่อ พูดถึงดนตรีประเภท euro-dance สิ่งที่ผมนึกถึงแรกๆคือพวกเพลงเชียร์บอลโลกหรือบอลยูโรที่เฉิ่มๆหน่อย บีตหนักๆ เสียงร้องสำเนียงไม่คุ้นหู เสียงซินธ์ที่โหมกระหน่ำอย่างกับนึกว่าตัวเองเป็นวงออร์เคสตราสุดหรู ...แต่ผมกลับชอบงานของ Sally Shapiroซึ่งนำสิ่งที่เีรียกว่าItalo discoกลับมาได้อย่างเก๋ไก๋ ความพอดิบพอดีในการเรียบเรียงดนตรีที่ยังคงไม่อายที่จะใช้ซินธ์และบีตอยาก หนักหน่วง--แม้จะฟังดูมืดๆเล็กๆ แต่ด้วยส่วนผสมของเสียงร้องและเมโลดี้ที่ชวนให้นึกถึงงานtwee popน่ารักๆใสๆ ทำให้ผลลัพท์ช่างมีเสน่ห์อย่างประหลาด และสามารถถูกรสนิยมของคนที่ปกติไม่ค่อยฟังอะไรอย่างนี้ได้ง่ายๆ ...เรียกว่ามันพ้นเส้นของความเฉิ่ม มันน่่าสนใจ มันมั่นใจ...มันเท่่ห์...เท่ห์ในตัวของมันเอง /// (I'll Be By Your Side , Find My Soul) (myspace | wiki)

.
.
อ่านต่อ อันดับ #45-40>>>
.
.
.